|
พิษสารเคมีกำจัดแมลงที่ใช้ในการเกษตร
|
ประพันธ์ เชิดชูงาม, วทบ, สม, สาขาพิษวิทยา และอาชีวเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม,
ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟทและคาร์บาเมท
(Organophosphate and Carbamate Insecticide)
- สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟท ที่สังเคราะห์โดยนักวิทยาศาสตร์มีชื่อเรียกสามัญ
(common name) ได้แก่ อะซินฟอส-เมทธิน (azinphos-methyl), โบรโมฟอส-เอทธิน (bromophos-ethyl),
โบรโมฟอส (bromophos), คาร์โบฟีโนไธออน (carbophenothion), คลอร์เฟนวินฟอส (chlorfenvinphos),
ไซไธโอเอท(cythioate), ดีมีตอน-เอส-เมทธิน (demeton-S-methyl), ไดอะซินอน (diazinon),
ไดคลอร์วอส (dichlorvos), ไดเมโธเอท (dimethoate), เฟนนิโทรไธออน (fenitrothion),
เฟนไธออน (fenthion), ฟอร์โมไธออน (formothion), เฮปทีโนฟอส (heptenophos), จ๊อดเฟนฟอส
(jodfenphos), ไอโอโดเฟนฟอส (iodofenphos), มาลาไธออน (malathion), เมวินฟอส
(mevinphos), พาราไธออน (parathion-methyl), โฟร์เรท (phorate), ฟอสเมท (phosmet),
ฟ๊อกซิม (phoxim), พิริมิฟอส (pirimiphos-methyl), เป็นต้น.
สำหรับสารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาเมท มีชื่อเรียกสามัญ ได้แก่ ออลดิคาร์บ
(aldicarb), เบนดิโอคาร์บ (bendiocarb), คาร์บาริล (carbaryl), คาร์โบฟูแรน (carbofuran),
เมทดิโอคาร์บ (methiocarb), เมทโธมิล (methomyl), พิริมิคาร์บ (pirimicarb),
โปรพ๊อกซัวร์(propoxur), เป็นต้น
สารเคมีเหล่านี้ อาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆกัน เช่นรูปฝุ่นผง เม็ด ของเหลว เป็นต้น
สารเคมีกำจัดแมลงบางชนิดอาจต้องทำให้เจือจางด้วยน้ำก่อนนำไปใช้ หรือบางชนิดต้องนำไปเผาหรือให้ถูกความร้อนจนเป็นไอควันก่อนจึงนำไปใช้กำจัดแมลง
ประโยชน์ : สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มนี้นำไปใช้ในการเกษตรและใช้ในครัวเรือนกำจัดแมลงได้อย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการควบคุมและกำจัดยุงก้นป่องที่เป็นพาหะนำไข้มาลาเรีย
ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศและสามารถกำจัดแมลงชนิดต่าง ๆ ที่เป็นพาหะนำโรคติดต่อมาสู่คนและสัตว์เลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
สาเหตุการเกิดพิษ:
สารเคมีกำจัดแมลงเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะมีผลต่อระบบอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
เช่นระบบประสาท กล้ามเนื้อ การหายใจ และสมอง เป็นต้น ลักษณะทางด้านคลินิคของสารพิษเคมีกำจัดแมลงทั้งสองกลุ่มนี้จะคล้ายคลึงกัน
เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เสมหะออกมาก กล้ามเนื้อกระตุก ม่านตาเล็ก ชักเกร็ง และเสียชีวิตจากกล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงาน
สารเคมีกำจัดแมลงบางชนิดที่มีส่วนผสมของน้ำมันก๊าด น้ำมันเบนซิน โทลูอีน และไซลีน
จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการปอดบวมน้ำ (lung oedema) ขึ้นในภายหลังได้ ผู้ที่ได้รับพิษจากสารเคมีกำจัดแมลงส่วนใหญ่มักมีสาเหตุมาจากการหายใจเอาสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
หรือกลืนกิน หรือสัมผัสสารพิษทางผิวหนัง พิษจากสารเคมีกำจัดแมลงจะรุนแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของสารพิษแต่ละชนิดซึ่งมีความเป็นพิษแตกต่างกันออกไป
รวมทั้งขนาด หรือปริมาณที่ได้รับสารพิษและระยะเวลาที่ถูกสารพิษ บางรายอาจมีอาการรุนแรงเกิดขึ้นได้แม้ได้รับพิษจากสารเคมีกำจัดแมลงชนิดที่มีพิษน้อย
แต่ถ้าได้รับพิษสะสมไว้ในร่างกายอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน เช่นเป็นอาทิตย์
หรือเป็นเดือนก็อาจจะมีอาการรุนแรง อย่างไรก็ตามสารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาเมทโดยทั่วไปมีพิษรุนแรงน้อยกว่าสารในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟท
ลักษณะอาการ:
ผู้ที่ได้รับพิษจากสารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟทและคาร์บาเมท อาจมีอาการเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
หรือช้าไปถึง 12 ชั่วโมง
ถ้ากลืนกินสารพิษ, หายใจ หรือสารพิษถูกผิวหนัง
ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย อ่อนเปลี้ย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดในช่องท้องและมีอาการท้องร่วง
เหงื่อออกมาก น้ำลายฟูมปาก แน่นหน้าอก หนังตากระตุก ลิ้นกระตุก ต่อมามีอาการของกล้ามเนื้อกระตุกทั่วร่างกาย
หายใจขัด ชีพจรเต้นช้าลง รูม่านตาหรี่เล็ก ชัก หมดสติ ปอดบวมน้ำ
ถ้าสารพิษเข้าตา:
จะมีอาการระคายเคือง น้ำตาไหล ตาพร่ามัว อื่น ๆ มีอาการเหมือนกับอาการที่เกิดขึ้นจากการได้รับพิษจากการกลืนกินหรือหายใจเอาสารพิษเข้าสู่ร่างกาย
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
ถ้าได้รับพิษจากฝุ่นหรือไอควัน: ต้องรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกไปยังสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
ถ้าสารพิษเข้าตา: ให้ใช้ผ้านุ่มซับและเช็ดบริเวณใบหน้าอย่างนุ่มนวลเพื่อจะได้ดูดซับสารพิษแล้วล้างตาด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อยเป็นเวลา
15 นาที
ถ้าสารพิษสัมผัสผิวหนังหรือตามร่างกาย:
ให้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที และทำความสะอาดร่างกายและผิวหนังบริเวณที่สัมผัสสารพิษด้วยน้ำสะอาด
หรือน้ำประปาอย่างน้อยเป็นเวลา 15 นาที
ถ้าผู้ป่วยกลืนกินสารพิษ: นำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันทีพร้อมภาชนะบรรจุสารพิษ
สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีน (Organochlorine
Insecticide)
- สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนคลอรีนหลายชนิดที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น ออลดริน
(aldrin), คลอเดน (chlordane), ดี.ดี.ที. (DDT), ดีลดริน (dieldrin), เอนโดซัลแฟน
(endosulfan), เอ็นดริน (endrin) และลินเดน (lindane) [หรือรู้จักกันในชื่อแกมม่า
เบนซีน เฮฟซาคลอไรด์ (gamma benzene hexachloride หรือ gamma-HCH] บางชนิดได้ยกเลิกการใช้งานมาหลายปีแล้วเนื่องจากเป็นสารเคมีที่สลายตัวได้ยากในสิ่งแวดล้อมและอาจสะสมอยู่ในร่างกายมนุษย์
เช่นสะสมในเนื้อเยื่อที่เป็นไขมัน (adipose tissue) เช่น aldrin และ endrin เป็นต้น
มีสารเคมีในกลุ่มนี้บางชนิดที่ยังมีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น lindane, endosulfan
และอีกหลายชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ได้สังเคราะห์ขึ้นมาใช้ใหม่
ประโยชน์ :
สารเคมีกลุ่มออร์กาโนคลอรีนถูกนำมาใช้ในด้านการเกษตรกันอย่างแพร่หลายเพื่อช่วยกำจัดแมลง
และป้องกันผลผลิตทางการเกษตรมิให้เสียหาย สารเคมีกำจัดแมลงในกลุ่มนี้ได้แก่ DDT
ซึ่งถูกนำมาใช้ในการควบคุมแมลงในหลายประเทศ เช่นควบคุมยุงก้นป่องที่เป็นพาหะนำไข้มาลาเรีย
ส่วนลินเดนใช้กำจัดหมัด เหา หอย และตัวทาก (slugs) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ฉีดพ่นบนเมล็ดพืช
เพื่อป้องกันแมลงกัดกินได้ด้วย
สาเหตุการเกิดพิษ :
โดยทั่วไปเกิดจากการหายใจหรือสัมผัส สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และจะมีผลต่อสุขภาพ
เช่นระบบทางเดินหายใจ และสมองเป็นต้น สารเคมีกำจัดแมลงบางชนิดเมื่อผสมกับตัวทำละลาย
(solvent) เช่นน้ำมันก๊าด น้ำมันเบนซิน อาจทำให้เกิดอาการปอดบวมหากกลืนกินสารพิษ
อาการแสดงจะมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับ ชนิด ปริมาณ และระยะเวลาที่ได้รับสารพิษนั้น
ๆ เช่น aldrin, dieldrin, endrin และ endosulfan จะมีพิษและอันตรายมากกว่า chlordane,
DDT และ lindane เป็นต้น เกษตรกรที่ได้รับพิษมักเกิดจากอุบัติเหตุโดยความประมาท
เช่น ไม่ชำระร่างกายหลังพ่นสารเคมีกำจัดแมลง หรือใช้มือคนสารเคมีกำจัดแมลงเป็นต้น
แชมพูสระผมบางชนิดที่มี lindane เป็นสารออกฤทธิ์อาจเกิดเป็นพิษขึ้นได้ในกลุ่มเด็กนักเรียนถ้าใช้มากเกินขนาดหรือใช้บ่อยครั้ง
นอกจากนี้เคยมีรายงานการเกิดพิษในเด็กเนื่องจากกินแตงโมที่ปนเปื้อนสาร DDT โดยมิได้ล้างผลแตงโมก่อนรับประทาน
ลักษณะอาการ : โดยทั่วไปผู้ที่ได้รับพิษจะเริ่มมีอาการหลังจาก
1-6 ชั่วโมง รายที่ได้รับพิษจาก DDT อาการแสดงอาจจะช้าถึง 48 ชั่วโมง
จากการกลืนกิน:
จะมีอาการอาเจียน ปวดท้องและท้องร่วง กระวนกระวาย ตื่นเต้น และอ่อนเปลี้ย คลื่นไส้
วิงเวียน ปวดศีรษะ ตัวสั่น ชัก หมดสติ หายใจเร็ว ตัวเขียว อาจมีอาการของปอดบวมแทรกซ้อนถ้าสารพิษปนเปื้อนด้วยน้ำมันก๊าด
จากการหายใจ :
จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณนัยน์ตา จมูก ลำคอ กระสับกระส่าย ตื่นเต้น อ่อนแรง
วิงเวียน ปวดศีรษะ ตัวสั่นและชัก หมดสติ
หากสารพิษเข้าตา : จะรู้สึกระคายเคืองดวงตา
จากการสัมผัส :
ระคายเคืองบริเวณผิวหนัง และอาจมีผื่นขึ้นบริเวณที่ถูกสัมผัส อาการอื่น ๆ คล้ายกับอาการที่เกิดขึ้นจากการหายใจ
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น :
ถ้าสารพิษเป็นชนิดผง, ก๊าซ,หรือไอควัน จะต้องรีบคลื่นย้ายผู้ป่วยไปยังบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
และผู้ประสบเหตุจะต้องหาผ้าคลุมปิดปาก ปิดจมูกเพื่อป้องกันอันตรายจากการสูดดมสารพิษนั้นด้วย
ถ้าสารพิษเข้าตา : ต้องรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อยประมาณ
15-20 นาที หากอาการไม่ดีขึ้นให้รีบปรึกษาจักษุแพทย์โดยเร็ว
ถ้าสารพิษถูกผิวหนัง : ให้ล้างสารพิษบริเวณที่สัมผัสด้วยสบู่และน้ำสะอาดจำนวนมาก
ๆ หากเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบเปลี่ยนใหม่ทันที
หากสารพิษเข้าปาก : ต้องทำให้ผู้ป่วยอาเจียนออกมาโดยเร็ว
โดยใช้ปลายด้ามช้อนกดที่คอหอย หรือให้กินน้ำเกลืออุ่นเข้มข้นซึ่งเตรียมโดยใช้เกลือแกง
1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วยสะอาด (ห้ามทำในกรณีผู้ป่วยดื่ม กรด ด่าง น้ำมันก๊าด
หรือยากระตุ้นการชัก) จากนั้นนำผู้
ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อล้างท้องและให้การรักษาต่อไป สำหรับผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว
ควรเก็บภาชนะบรรจุสารพิษ เช่นสลากยา ซองยา และสิ่งอาเจียนจากผู้ป่วย เพื่อนำมาตรวจที่โรงพยาบาล
และจัดให้ผู้ป่วยนอนในลักษณะตะแคงข้าง เพื่อให้ทางเดินหายใจไม่อุดกั้น จากนั้นรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
สารเคมีกำจัดแมลงกลุ่มไพรีทรินส์และไพรีทรอยด์
(Pyrethrins and Pyrethroids Insecticides)
- ไพรีทรินส์ เป็นสารที่สกัดได้จากธรรมชาติโดยสกัดจากดอกไม้ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า
Chrysanthemum spp.
ไพรีทรอยด์ เป็นสารเคมีที่ได้จากการสังเคราะห์เลียนแบบไพรีทรินส์ มีสูตรโครงสร้างทางเคมีคล้ายคลึงกับสารไพรีทรินส์
ตัวอย่างสารไพรีทรอยด์ได้แก่ ไบโอเรสมีทรินส์ (bioresmethrin), ไซเปอร์มีทรินส์
(cypermethrin), เดลต้ามีทรินส์ (deltamethrin), เฟนวารีเรท (fenvalerate), เปอร์มีทรินส์
(permethrin), เรสมีทรินส์ (resmethrin) เป็นต้น
ประโยชน์ : ไพรีทรินส์
และไพรีทรอยด์ถูกนำมาใช้ในการป้องกันและกำจัดแมลงในครัวเรือน มีทั้งชนิดฉีดพ่น
ชนิดอัดความดัน ชนิดขด และแผ่น สารเคมีกำจัดแมลงเหล่านี้ยังสามารถนำมาใช้ในการควบคุมและกำจัดแมลงชนิดต่าง
ๆ ในโรงเก็บเมล็ดพืชพันธุ์ทางการเกษตร รวมทั้งช่วยกำจัดหนอนแมลงพืชผัก แมลงผลไม้
ฯลฯ สารเคมีกำจัดแมลงที่ใช้ในการเกษตรจะจำหน่ายในท้องตลาดในรูปของเหลว ชนิดฉีดพ่น
ชนิดฝุ่นและผงแป้ง เป็นต้น
สาเหตุการเกิดพิษ :
เกิดจากการหายใจเอาสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายจะระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและอาจมีผลต่อสมองได้
ไพรีทรินส์และไพรีทรอยด์มีพิษต่อมนุษย์ค่อนข้างน้อยแม้จะเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มกิน
สัมผัสทางผิวหนังหรือจากการหายใจ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการพิษรุนแรงเกิดขึ้นได้แต่ก็พบได้น้อยรายนอกจากดื่มกินสารพิษชนิดดังกล่าวในปริมาณมากและมีความเข้มข้นสูง
ในรายที่เคยเป็นโรคหอบหืดมาก่อนเมื่อสูดหายใจเอาสารนี้เข้าไป จะมีอาการหอบหืดปรากฏขึ้นมาอีก
ลักษณะความเป็นพิษ :
สารเคมีกำจัดแมลงไพรีทรินส์ และไพรีทรอยด์ มีพิษต่อมนุษย์ค่อนข้างน้อย แม้จะเกิดจากอุบัติเหตุจากการดื่มกิน
สัมผัสทางผิวหนัง หรือจากการหายใจ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการพิษรุนแรงเกิดขึ้นได้แต่ก็พบได้น้อยรายหากดื่มกินสารพิษชนิดดังกล่าวในปริมาณมากและมีความเข้มข้นสูง
ในรายที่เคยเป็นโรคหอบหืดมาก่อนเมื่อสูดหายใจเอาสารนี้เข้าไป จะมีอาการหอบหืดปรากฏขึ้นมาอีก
ลักษณะอาการ :
จากการกลืนกิน :
จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และจะมีอาการมากขึ้นถ้าดื่มเข้าไปในปริมาณมาก
จากการสัมผัส :
จะเกิดอาการระคายเคืองบริเวณผิวหนังที่สัมผัสกับสารพิษ อาจมีอาการคันผื่นแดง
และมีตุ่มน้ำใส ๆ เมื่อตุ่มแตกออกจะมีอาการคัน
จากการหายใจ :
จะมีน้ำมูกไหล และเจ็บคอ บางราย มีอาการคัดจมูก จาม และหายใจติดขัดหรือหายใจไม่สะดวก
หากถูกนัยต์ตา :
อาจเกิดอาการระคายเคืองรุนแรงได้
ปฏิกิริยาจากอาการของภูมิแพ้
: จะมีอาการชัก กล้ามเนื้อกระตุก ผิวหนังซีด เหงื่อออก ชีพจรเต้นช้า
หายใจติดขัด
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น:
สังเกตอาการผู้ป่วยว่ารู้สึกตัวดีหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยรู้สึกตัวดีควรซักประวัติของการถูกสารพิษ
เช่น ชนิด ปริมาณ เวลาที่ได้รับพิษข้อมูลหรือสลากของสารพิษที่กำกับ หากสารพิษถูกผิวหนัง
ให้ล้างออกด้วยสบู่และน้ำสะอาดจำนวนมาก ๆ ถ้าสารพิษเข้าตา ต้องล้างด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากอย่างน้อย
15 นาที จนกว่าอาการระคายเคืองจะหายไป หากอาการยังปรากฏอยู่ให้ปรึกษาแพทย์ทันที
ในรายที่ได้รับพิษจากการกลืนกิน หรือสารพิษเข้าปาก ต้องทำให้ผู้ป่วยอาเจียน หรือโดยให้กินน้ำเกลืออุ่นเข้มข้นซึ่งเตรียมโดยใช้เกลือแกง
1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ถ้วยสะอาด (ห้ามทำในกรณีผู้ป่วยดื่ม กรด ด่าง น้ำมันก๊าด
หรือยากระตุ้นการชัก) จากนั้นนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อล้างท้องและให้การรักษาต่อไป
สำหรับผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ควรเก็บสลากยา ซองยา และสิ่งอาเจียนจากผู้ป่วย เพื่อนำมาตรวจที่โรงพยาบาล
ควรจัดให้ผู้ป่วยนอนในลักษณะตะแคงข้าง เพื่อให้ทางเดินหายใจไม่อุดกั้น จากนั้นรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด.
(C) sipcn@mahidol.ac.th
- เอกสารอ้างอิง :
Henry JA, Wiseman HM. Management of poisoning. WHO:Geneva;1997.
<<<<<<<<<<< กลับด้านบน<<<<<<<<<<